【เปรียบเทียบ SIM Card / eSIM ญี่ปุ่น ฉบับสมบูรณ์ 2026】 เที่ยวตัวปลิว เน็ตลื่นไหล! คู่มือสำหรับนักท่องเที่ยว

วิธีใช้

【เปรียบเทียบ SIM Card / eSIM ญี่ปุ่น ฉบับสมบูรณ์】 เที่ยวตัวปลิว เน็ตลื่นไหล! คู่มือสำหรับนักท่องเที่ยว

สวัสดีครับ! ผม Ken บรรณาธิการบริหารของ Tokyo Insider Guide ครับ

การมาเที่ยวญี่ปุ่น โดยเฉพาะในโตเกียว การมีอินเทอร์เน็ตที่เร็วและเสถียรเป็นสิ่งจำเป็นมากครับ ไม่ว่าจะใช้ Google Maps, แอปแปลภาษา หรืออัปรูปสวยๆ ลงโซเชียล แต่หลายคนอาจจะยังงงว่า “eSIM คืออะไร?” หรือ “ซื้อที่ไหนถูกที่สุด?” ใช่ไหมครับ

ในบทความนี้ ผมจะมาเจาะลึก **วิธีเลือกตัวช่วยเรื่องอินเทอร์เน็ตที่ชาญฉลาดที่สุด** สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะมาเยือนญี่ปุ่นในปี 2026 มาเลือกแพ็กเกจที่เหมาะกับสมาร์ทโฟนของคุณ แล้วไปเที่ยวกันแบบไร้กังวลเลยครับ!

1. คุณเหมาะกับแบบไหน? eSIM vs SIM Card แบบการ์ด

ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจคุณสมบัติของซิม 2 ประเภทหลักๆ ในปัจจุบันกันครับ

คุณสมบัติ eSIM (แนะนำ) SIM Card แบบการ์ด
วิธีติดตั้ง แค่สแกน QR Code ถอดเปลี่ยนซิมการ์ด
สถานที่ซื้อ ออนไลน์ (ได้ทันที) สนามบิน, ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า, ไปรษณีย์
ข้อดี ไม่ต้องพกซิม ไม่ต้องถอดเปลี่ยน ตั้งค่าง่าย มือถือรุ่นเก่าก็ใช้ได้
ข้อเสีย รองรับเฉพาะรุ่นใหม่ๆ เสี่ยงทำซิมเดิมหาย, เปลี่ยนยุ่งยาก

Ken’s Advice: ถ้าคุณใช้ iPhone 13 ขึ้นไป หรือ Android รุ่นใหม่ๆ ผมแนะนำ eSIM ขาดใจเลยครับ เพราะคุณจะเชื่อมต่อเน็ตได้ทันทีที่เครื่องแตะพื้นญี่ปุ่น สะดวกมาก!

2. 【Ken’s Choice】 5 ผู้ให้บริการแนะนำ

จากบริการมากมาย ผมคัดมาให้เน้นๆ 5 เจ้าที่เชื่อถือได้และคุ้มค่าครับ

① Airalo (eSIM) – ยืนหนึ่งเรื่องความง่าย

  • จุดเด่น: แอป eSIM ยอดฮิตที่คนทั่วโลกใช้ มีให้เลือกตั้งแต่ 1GB และเติมเน็ตเพิ่มได้ง่ายมาก
  • เหมาะสำหรับ: คนที่อยากจัดการทุกอย่างผ่านแอป, คนมาเที่ยวระยะสั้น
  • เว็บไซต์ทางการ

② Ubigi (eSIM) – เร็วและเสถียรด้วยเครือข่าย Docomo

  • จุดเด่น: ใช้สัญญาณของ Docomo เครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สัญญาณนิ่งมากแม้จะออกไปต่างจังหวัด
  • เหมาะสำหรับ: คนที่เน้นความเสถียรของสัญญาณ, คนที่จะเที่ยวรอบญี่ปุ่น
  • เว็บไซต์ทางการ

③ Mobal (SIM Card) – ถ้าจำเป็นต้องใช้เบอร์โทรศัพท์

  • จุดเด่น: นอกจากเน็ตแล้ว คุณจะได้เบอร์โทรศัพท์ญี่ปุ่น (ขึ้นต้นด้วย 070/080) ด้วย ซึ่งสะดวกมากสำหรับจองร้านอาหาร
  • เหมาะสำหรับ: คนที่อยู่ระยะยาว, คนที่ต้องใช้เบอร์โทรติดต่องาน

④ Japan Wireless (SIM Card / Pocket Wi-Fi) – สำหรับสายใช้เน็ตเยอะ

  • จุดเด่น: มีแพ็กเกจ Unlimited (ไม่จำกัด) ให้เลือกเยอะ ถ้ามากันหลายคนการเช่า Pocket Wi-Fi ก็เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ามาก
  • เหมาะสำหรับ: สายดูวิดีโอ หรือต้องทำงานผ่านคอมพิวเตอร์, ทริปครอบครัว

⑤ Sakura Mobile (SIM Card / eSIM) – บริการภาษาอังกฤษดีเยี่ยม

  • จุดเด่น: คุณภาพการบริการลูกค้าดีมาก แม้มาญี่ปุ่นครั้งแรกก็อุ่นใจได้เลย
  • เหมาะสำหรับ: คนที่ต้องการการซัพพอร์ตภาษาอังกฤษที่สุภาพและละเอียด

3. ซื้อที่ไหนและเมื่อไหร่ดี?

  • ก่อนเดินทาง (ออนไลน์): แนะนำที่สุดสำหรับ eSIM เพราะมาถึงปุ๊บใช้ได้ปั๊บ ไม่ต้องวิ่งวุ่น
  • สนามบิน (นาริตะ, ฮาเนดะ ฯลฯ): มีตู้กดอัตโนมัติและเคาน์เตอร์ที่ล็อบบี้ขาเข้า ข้อดีคือมีเจ้าหน้าที่ช่วยตั้งค่าให้
  • ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าในเมือง: หาซื้อได้ที่ Bic Camera หรือ Yodobashi Camera มีแบบให้เลือกเยอะ แต่ต้องตั้งค่าเองนะครับ
ดูโพสต์นี้บน Instagram

A post shared by AnyFone JAPAN Official (@anyfonejapan)

4. เช็คลิสต์ก่อนใช้ เพื่อไม่ให้สะดุด

  • ปลดล็อคซิม (SIM Unlock): ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามือถือของคุณเป็นเครื่อง “SIM-free” หรือ “ปลดล็อคแล้ว” ถ้าเครื่องติดล็อคเครือข่ายจะไม่สามารถใช้ซิมญี่ปุ่นได้ครับ
  • ตั้งค่า APN: สำหรับ SIM Card แบบการ์ด อาจต้องตั้งค่า APN (Access Point Name) อย่าเพิ่งทิ้งคู่มือนะครับ ให้ทำตามขั้นตอนที่ระบุไว้
  • ใช้คู่กับ Free Wi-Fi: ตามสถานีใหญ่และร้านสะดวกซื้อจะมี Wi-Fi ฟรี แต่เพื่อความปลอดภัยและความเร็วที่เสถียร แนะนำให้ใช้เน็ตส่วนตัวเป็นหลักจะดีกว่าครับ

คำแนะนำสุดท้ายจาก Ken

เดี๋ยวนี้เวลาเที่ยวโตเกียว จะไปไหนก็ต้องพึ่ง Google Maps ในมือถือครับ ถ้าเน็ตตัดไปคงกังวลน่าดู สไตล์ของผมคือ **”ซื้อเน็ตเผื่อไว้หน่อย”** ครับ โดยเฉพาะสายโซเชียลที่ชอบถ่ายวิดีโอลงสตอรี่ แนะนำให้เลือกแพ็กเกจประมาณ 1GB ต่อวัน จะได้เที่ยวแบบสบายใจหายห่วงครับ!

สรุป

สำหรับการเที่ยวญี่ปุ่นปี 2026 **การเตรียม eSIM ล่วงหน้า** คือทางเลือกที่ฉลาดที่สุดครับ แต่ถ้ามือถือไม่รองรับ ก็ยังสามารถเช่า Pocket Wi-Fi หรือซื้อซิมการ์ดที่สนามบินได้ง่ายๆ เลือกวิธีที่เหมาะกับคุณ แล้วไปสนุกกับโตเกียวให้เต็มที่นะครับ!

コメント

タイトルとURLをコピーしました