【คู่มือฉบับสมบูรณ์ ล็อคเกอร์หยอดเหรียญและจุดฝากกระเป๋าในโตเกียว】 เคล็ดลับเที่ยวตัวปลิว!
สวัสดีครับ! ผม Ken บรรณาธิการบริหารของ Tokyo Insider Guide ครับ
คุณอยากเที่ยวชมโตเกียวให้เต็มที่ แต่ติดที่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวก… เคยมีประสบการณ์แบบนี้ไหมครับ?
ในบทความนี้ ผมจะมาเจาะลึกวิธีการฝากสัมภาระในโตเกียวอย่างชาญฉลาด ตั้งแต่การใช้ล็อคเกอร์หยอดเหรียญในสถานี จุดรับฝากกระเป๋า ไปจนถึงบริการขนส่งที่แสนสะดวก เพื่อให้คุณทำความฝัน “การเที่ยวแบบตัวปลิว” ให้เป็นจริงครับ!
1. มาใช้ล็อคเกอร์หยอดเหรียญในสถานีให้คล่องกันเถอะ! วิธีหา วิธีใช้ และข้อควรระวัง
สถานีหลักๆ ในโตเกียวจะมีล็อคเกอร์หยอดเหรียญติดตั้งไว้มากมายเพื่อช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เรามาดูวิธีการใช้งานเบื้องต้นกันก่อนครับ
สถานีในโตเกียวมีล็อคเกอร์เยอะมาก!
สถานีชุมทางหลัก เช่น ชินจูกุ, ชิบูย่า, สถานีโตเกียว และอูเอโนะ มีล็อคเกอร์ตั้งแต่นิ้ว S ไปจนถึง L และขนาดใหญ่พิเศษ (XL) จำนวนมาก หากใช้อย่างถูกวิธี คุณจะประหยัดแรงในการลากกระเป๋าหนักๆ และเที่ยวได้อย่างอิสระมากขึ้นครับ
เทคนิคการหาตำแหน่งล็อคเกอร์
- ใช้แผนที่สถานี: มองหาป้าย “Coin Locker” หรือสัญลักษณ์ “Locker” บนป้ายบอกทางหรือหน้าจอดิจิทัลในสถานี ส่วนใหญ่จะมีแผนที่สถานีรองรับหลายภาษาครับ

- ป้ายนำทาง: ลูกศรบอกทางที่พื้นหรือผนังสถานีก็เป็นตัวช่วยที่ดีครับ

- ถามเจ้าหน้าที่สถานี: หากหาไม่เจอจริงๆ ไม่ต้องเกรงใจครับ ถามได้เลยว่า “Coin locker wa doko desu ka? (ล็อคเกอร์หยอดเหรียญอยู่ที่ไหนครับ?)”
- Ken’s TIP: ในสถานีใหญ่ๆ ล็อคเกอร์จะกระจายอยู่ทั้ง “ในเขตตรวจตั๋ว” และ “นอกเขตตรวจตั๋ว” และอาจจะอยู่คนละชั้นกัน หากหาชั้นนี้ไม่เจอ ลองเดินหาชั้นอื่นดูนะครับ
วิธีใช้งาน: ขั้นตอนแบบเข้าใจง่าย
- หาล็อคเกอร์ที่ว่าง: เลือกช่องที่มีไฟหรือป้ายแสดงว่า “Empty” หรือ “Available” ส่วนใหญ่จะเป็นไฟสีเขียวครับ
- ใส่กระเป๋า: เปิดตู้ที่พอดีกับขนาดกระเป๋าแล้วใส่เข้าไป ระวังอย่าฝืนยัดจนตู้พังนะครับ
- ชำระเงิน: ส่วนใหญ่จะใช้เหรียญ แต่ปัจจุบันล็อคเกอร์ที่รองรับบัตร IC เช่น Suica หรือ Pasmo มีเพิ่มขึ้นมาก ราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดและสถานี ปกติเริ่มต้นที่ประมาณไม่กี่ร้อยเยนต่อวันครับ
- ล็อคตู้: มี 2 แบบคือแบบ “รหัสผ่าน” และแบบ “กุญแจ”
- แบบรหัสผ่าน: ตั้งรหัสหรือรับรหัส 4 หลักเพื่อล็อค **ต้องจดหรือถ่ายรูปเก็บไว้ห้ามลืมเด็ดขาดนะครับ**
- แบบกุญแจ: บิดกุญแจเพื่อล็อคและพกติดตัวไว้ **ต้องระวังอย่าทำกุญแจหายนะครับ**
- ระยะเวลาและค่าบริการเพิ่มเติม: ค่าบริการมักจะคิดเป็น “รายวัน” หากฝากข้ามวันจะมีค่าบริการเพิ่มเติม หรือหากฝากนานเกินกำหนดอาจถูกบริษัทจัดการเก็บสัมภาระไปครับ
ข้อควรระวังในการใช้ล็อคเกอร์
- ตู้เต็ม: ช่วงวันหยุดยาวหรือช่วงเช้า ตู้ในสถานีหลักอาจเต็มหมด ควรเผื่อเวลาหรือมองหาทางเลือกอื่นไว้ด้วยครับ
- ตู้ใหญ่มีน้อย: ตู้ขนาด XL สำหรับกระเป๋าใบใหญ่มักจะมีจำนวนจำกัดครับ
- ความปลอดภัย: อย่าใส่ของมีค่าทิ้งไว้ ควรพกติดตัวตลอดเวลาครับ
2. จุดรับฝากกระเป๋า: ทางเลือกอื่นนอกจากล็อคเกอร์
หากล็อคเกอร์เต็มหรือกระเป๋าใหญ่เกินไป โตเกียวยังมีบริการรับฝากกระเป๋าแบบมีเจ้าหน้าที่ดูแลครับ

เคาน์เตอร์รับฝากในสถานี (Cloak Service)
สถานีใหญ่ๆ เช่น สถานีโตเกียว หรือชินจูกุ มีเคาน์เตอร์รับฝากแบบมีคนดูแล เหมาะสำหรับกระเป๋าขนาดใหญ่พิเศษที่เราอยากมั่นใจความปลอดภัยมากขึ้นครับ
ฝากที่โรงแรม
โรงแรมส่วนใหญ่ยินดีรับฝากกระเป๋าฟรีก่อนเช็คอินหรือหลังเช็คเอาท์ นี่เป็นวิธีที่ง่ายและปลอดภัยที่สุดวิธีหนึ่งครับ
บริการฝากกระเป๋าตามร้านค้า (เช่น ecbo cloak)
เป็นบริการแชร์พื้นที่ฝากกระเป๋าตามคาเฟ่ ร้านค้า หรือแม้แต่ร้านคาราโอเกะ ที่ได้รับความนิยมคือ 「ecbo cloak」 ครับ
- ข้อดี: จองล่วงหน้าได้ ไม่ต้องกลัวตู้เต็ม และมีจุดรับฝากกระจายอยู่ทั่วไปครับ
- Ken’s TIP: แนะนำมากสำหรับคนที่หาล็อคเกอร์ไม่เจอ หรือต้องการฝากกระเป๋าใบใหญ่อย่างมั่นใจครับ
3. บริการขนส่งกระเป๋าเดินทาง: ตัวช่วยสุดล้ำ
ถ้าต้องเดินทางไกลในโตเกียวหรือซื้อของฝากเยอะเกินไป บริการส่งกระเป๋าคือทางออกที่ดีที่สุดครับ

ส่งกระเป๋าระหว่างโรงแรม
คุณสามารถส่งกระเป๋าจากโรงแรมที่พักอยู่ไปยังโรงแรมถัดไปได้โดยตรง ผ่านบริษัทขนส่งอย่าง Yamato หรือ Sagawa ซึ่งมักจะติดต่อผ่านเคาน์เตอร์โรงแรมได้เลยครับ
ส่งกระเป๋าไปสนามบิน
วันสุดท้ายของการเดินทาง การส่งกระเป๋าจากโรงแรมไปสนามบินจะช่วยให้คุณเที่ยววันสุดท้ายได้อย่างคล่องตัว แล้วไปรับกระเป๋าอีกทีที่เคาน์เตอร์ในสนามบินก่อนเช็คอินครับ
สรุป
เพื่อให้การเที่ยวโตเกียวสนุกที่สุด การจัดการเรื่องกระเป๋าคือหัวใจสำคัญครับ
ลองนำเทคนิคการใช้ล็อคเกอร์และบริการฝากกระเป๋าไปใช้ เพื่อให้ทริปโตเกียวของคุณคล่องตัวและน่าประทับใจยิ่งขึ้นนะครับ!



コメント